McKinnon & Clarke รุกตลาดก๊าซคาร์บอนในไทย

ที่มา: อุตสาหกรรมเคมีไทย เมื่อ 2012-05-22 06:28:00

McKinnon-&-Clarke-รุกตลาดก๊าซคาร์บอนในไทย

McKinnon & Clarke เผยประเทศกำลังพัฒนา เป็นเป้าหมายของประเทศ ในยุโรปและ ประเทศ พัฒนา ในการลงทุนพัฒนา โปรเจกต์ทั้งลดก๊าซ คาร์บอนและก่อ ให้เกิดก๊าซ คาร์บอน ชี้เป็น โอกาสให้บริษัทรุกให้บริการ บริหาร จัดการ ก๊าซคาร์บอน แก่ผู้ประกอบการในไทย

คริส ดาเวนพอร์ต ผู้จัดการบริหารกลุ่มด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม บริษัท McKinnon & Clarke กล่าวว่า โครงการให้บริการบริหารจัดการก๊าซคาร์บอนเป็นโครงการใหม่ที่ให้บริการแก่ผู้ ประกอบการทั่วโลก ทั้งประเทศในแถบยุโรปและเอเชีย เนื่องจากมองเห็นถึงการเจริญเติบโตของธุรกิจบริการประเภทนี้ และมองว่าจะมีผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในโซนเอเชีย

ขณะนี้ประเทศในแถบยุโรปที่มีพันธสัญญาต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตามพิธี สารเกียวโต ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้ 5.2% จากเดิมที่เคยปล่อยอยู่ในปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2555 และต้องลดให้ได้ 30% ภายในปี 2563 และ 50% ภายในปี 2593

ส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศ ยุโรปและประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถเลือกเข้ามาลงทุนในประทศที่กำลังพัฒนา เพื่อพัฒนาโปรเจกต์ที่นำมาซึ่งการลดก๊าซคาร์บอนและเกิดคาร์บอนเครดิต ค่าใช้จ่ายในการลงทุนถูกกว่าลงทุนทำเองในยุโรป

สำหรับประเทศในโซน เอเชียหรือประเทศแอฟริกาใต้ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้ประเทศอื่นๆ ที่มีพันธสัญญาต้องการเข้ามาสร้างคาร์บอนเครดิต โดยเข้ามาลงทุนใน โปรเจกต์ว่าด้วยกลไกพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ในประเทศที่กำลังพัฒนาต่างๆ และนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ “ลด” ได้จากโครงการเหล่านี้ไปขอใบรับรองในรูปของ CERs (Certified Emission Reductions)

CERs นี้เองเป็นคาร์บอนเครดิตประเภทหนึ่งที่ซื้อขายในตลาดคาร์บอน และประเทศพัฒนาแล้ว สามารถนำ CERs เหล่านี้ไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซตามพันธกรณี

ใน ตลาดโลกมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไก CDM ที่ออก CERs โดยประเทศที่ไม่มีพันธสัญญา ดังนี้ จีน 42.74% อินเดีย 22.77% เกาหลี 14.02% บราซิล 11.25% เม็กซิโก 2.14% เวียดนาม 1.68% และอื่นๆ อีก 5.39% (ข้อมูลอัพเดต ณ เดือนมี.ค. 2552)

กลไก CDM จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในไทย ตลอดจนปัจจัยด้านราคาพลังงานที่ขึ้นลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และปริมาณความ ต้องการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคา ซื้อขายคาร์บอนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2552 มีราคาซื้อขายอยู่ที่ระดับ 11.8 ยูโรต่อยูนิต (Certified Emission Reductions) ซึ่งในปี 2550 มีปริมาณซื้อขายคาร์บอนที่ระดับ 2,700 ล้านตันคาร์บอน มูลค่า 4 หมื่นล้านยูโร และในปี 2551 มีปริมาณซื้อขาย 4,900 ล้านตันคาร์บอน มูลค่า 9.2 หมื่นล้านยูโร

ปัจจัยด้านราคาซื้อ ขายจึงเข้ามามีบทบาทเป็นอีกตัวกระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมาก ขึ้น เพราะถือเป็นการหารายได้ให้กับบริษัทอีกวิธีหนึ่ง

นอกจากนี้ แรงผลักดันจากลูกค้าก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เนื่องจากขณะนี้กระแสตื่นตัวมีมาก ลูกค้าจึงตระหนักถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละบริษัทมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ว่า บริษัท คู่ค้ามีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษา สิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน

จึงเป็นเหตุผลให้ผู้ประกอบการต้องประเมิน การทำงานของบริษัทเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าบริษัทมีกระบวนการผลิตและผลิตสินค้าที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนใหญ่ที่โรงงานทำก็คือ ลดใช้พลังงานทุกชนิด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและก้าวไปสู่การทำการบริหารจัดการก๊าซคาร์บอนภายใน สถานประกอบการ เพื่อนำผลการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยรายงานถึงผลของการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากสถานประกอบการ (Carbon Footprint) เพื่อพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าบริษัทมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


Tags(คำค้น):
  • ,



ร่วมแสดงความเห็น: McKinnon & Clarke รุกตลาดก๊าซคาร์บอนในไทย

ชื่อ :
email :
ประโยชน์ที่ได้ ขอบคุณสำหรับการโหวต
 
ไก่มีกี่ขา :
 


ลำดับ ( 5 ) โดย คุณไปรษณีย์ด่วนพิเศษ(EMS) เมื่อ 2011-05-09 05:59:10

สุดยอดบทความ

ลำดับ ( 4 ) โดย คุณหกดหก เมื่อ 2011-05-09 05:16:50

หกด

ลำดับ ( 3 ) โดย คุณฉายกริยา ชาภักดี เมื่อ 2011-05-09 05:02:21

ากมองย้อนกลับไปพบว่า เศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีเคยเติบโตมากับทหาร GI. มาก่อน เป็นเมืองหนึ่งที่ค้าขายในภูมิภาคอีสานมาช้านาน คนชั้น

ลำดับ ( 2 ) โดย คุณฉายกริยา ชาภักดี เมื่อ 2011-05-09 05:01:47

ากมองย้อนกลับไปพบว่า เศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีเคยเติบโตมากับทหาร GI. มาก่อน เป็นเมืองหนึ่งที่ค้าขายในภูมิภาคอีสานมาช้านาน คนชั้นกลางก็เป็นคนจีนและเวียดนามที่ประกอบอาชีพค้าขายเสียส่วนใหญ่ หากการตัดสินใจเรื่องเหมืองแร่โปแตซอยู่ภายใต้เงื่อนไข “ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น” ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจในการสร้างโดยทันที ส่วนคนอีสานไทยแท้ซึ่งมีอาชีพปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งโลกกลับไม่มี

ลำดับ ( 1 ) โดย คุณหกด เมื่อ 2011-05-09 04:59:57

4545454