ความร้อนใต้พิภพ

ที่มา: คุณสักกมน วงศ์สมบูรณ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อ 2012-05-05 08:40:15

ความร้อนใต้พิภพ

พลังงานความร้อนใต้พิภพ(Geothermal) ในยุคที่นํ้ามันมีราคาแพงกอปรกับการตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง (Climate hange) ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาพัฒนาพลังงานทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่สร้าง มลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่ใช้แล้วไม่หมดไปสามารถสร้าง ทดแทนได้ ซึ่งต่างกับนํ้ามันจากซากฟอสซิล (Fossil Fuel) ทั้งนี้พลังงานทางเลือกที่มีบทบาทและได้รับความสนใจ ในวงการพลังงานโลก รวมถึงประเทศไทย ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ซึ่งสามารถนำมาใช้
ผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากปิโตรเลียมความต้องการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและประชากรโลก ซึ่งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา การบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้นเกือบ 60% และมีแนวโน้มขยายตัวอีก 35-40% ในระยะเวลา 25 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ สัดส่วนการใช้พลังงานของโลกส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล โดยแบ่งเป็นนํ้ามัน 37% ก๊าซธรรมชาติ 24% และ ถ่านหิน 23% ขณะที่สัดส่วนการใช้พลังงาน นิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 8% และ 8% ตามลำดับ

 

พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal)

หมายถึงพลังงานความร้อนตามธรรมชาติที่ได้จากแหล่งความร้อนซึ่งถูก กักเก็บ อยู่ภายใต้ผิวโลก โดยความร้อนใต้พื้นดินจะเพมิ่สงูขึ้นตามความลึก อาทิ ที่ระะดับ ความลึก 25-30 กิโลเมตร จะมีอุณหภมูิเฉลี่ยประมาณ 250-1,000 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ ตามพลังงานความร้อนที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะอยู่ที่ระดับความลึกไม่เกิน 10 กิโลเมตร ถึงแม้ว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของโลกจะอยู่ที่ 12,800 กิโลเมตร การประเมินความคุ้มค่าใน การดำเนินการเชิงพาณิชย์ของแต่ละแหล่งขึ้นอยู่กับระดับความร้อนและสภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่สำรวจ ซึ่งมีผลต่อ การขุดเจาะและติดตั้งระบบดำเนินการ ความร้อนที่สะสมภายใต้ผิวโลกเกิดมาจากกระบวนการก่อกำเนิดโลกที่สะสมพลังงานความร้อนใต้เปลือกโลก,การสะสมพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์, การสลายตัวของแร่ธาตุใต้เปลือกโลก และการเกิดภูเขาไฟ

 

  • แหล่งกำเนิดจากไอนํ้า (Steam Sources): เป็นแหล่งกักเก็บความร้อนที่ประกอบด้วยไอนํ้าในสัดส่วนที่มากกว่า 95% โดยมีอุณหภูมิของไอนํ้าร้อนสูงกว่า
  • 250 องศาเซลเซียส สามารถนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีที่สุด เนื่องจากสามารถนำพลังงานจากไอนํ้าร้อนไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้โดยตรง เช่น แหล่ง The Geyser Field ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และ Larderello ในประเทศ อิตาลี เป็นต้น
  • แหล่งกำเนิดจากนํ้าร้อน (Hot Brine Sources): เป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่มีการค้นพบ มากที่สุดในโลก ซึ่งสะสมความร้อนที่ประกอบไปด้วย
  • นํ้าร้อนเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปมีอุณหภูมินํ้าร้อนสูง ความร้อนที่สะสมภายใต้ผิวโลกเกิดมาจากกระบวนการ ก่อกำเนิดโลกที่สะสมพลังงานความร้อนใต้เปลือกโลก, การสะสมพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์, การสลายตัวของ แร่ธาตุใต้เปลือกโลก และการเกิดภูเขาไฟ แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ ทั่วโลกมีรูปแบบที่ แตกต่างกัน ซึ่งแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ กว่า 100 องศาเซลเซียส เช่นที่ Cerro Prieto ในประเทศเม็กซิโก และ Hatchobaru ในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
  • แหล่งกำเนิดจากหินร้อนแห้ง (Hot Dry Rock): เป็นแหล่งสะสมความร้อนในรูปหินเนื้อแน่นความร้อนสูง แต่ไม่มี นํ้าร้อนหรือไอนํ้า ดังนั้นการนำความร้อนมาใช้ต้องฉีดนํ้าเย็นในหลุมเจาะเพื่อให้ได้นํ้าร้อนและสูบขึ้นมาใช้งาน ในปัจจุบัน มีการศึกษาและทดลองผลิตไฟฟ้าจากแหล่งในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่ Oita Prefecture ประเทศญี่ปุ่น
  • แหล่งกำเนิดจากแมกมา (Molten Magma): เป็นแหล่งพลังงานความร้อนที่มีค่าสูงสุด โดยมีอุณหภูมิสูงกว่า 650 องศาเซลเซียส แหล่งลักษณะนี้จะอยู่ในแอ่งใต้ภูเขาไฟ ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่สามารถนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานใต้พิภพสามารถทำได้โดยการนำความร้อนจากใต้ดินลำเลียงเข้าระบบถ่ายเทความร้อน (Heat Exchanger) บนพื้นดินเพื่อนำไปปั่นไฟฟ้าและจ่ายเข้าสายส่งต่อไป ในปัจจุบัน 24 ประเทศทั่วโลกผลิตไฟฟ้าจาก แหล่งใต้พิภพที่ระดับ 10,715 เมกะวัตต์ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพมากที่สุดในโลกที่ 3,086 เมกะวัตต์ จากโรงงานในประเทศจำนวน 77 แห่ง ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นอันดับที่ 2 มีกำลังการผลิตที่ 1,904 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 17% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ) และอินโดนีเซียเป็นอันดับ 3 มีกำลังการผลิตที่ 1,197 เมกะวัตต์


ความสำคัญของพลังงานความร้อนใต้พิภพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในการประชุม World Geothermal Congress ครั้งล่าสุด ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซียในวันที่ 25-30 เมษายน พ.ศ. 2553 (การประชุมจัดขึ้นทุก 5 ปี) ผู้เข้าประชุมจาก นานาชาติ 80 ประเทศร่วมลงนามเพื่อพัฒนาการใช้พลังงาน ความร้อนใต้พิภพ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่ม แหล่งพลังงานให้หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทาง ด้านพลังงานและที่ประชุมร่วมลงนามในปฏิญญาบาหลีว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงโลกโดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ ในปี พ.ศ. 2532 มีการนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยร่วมมือกับ กรมทรัพยากรธรณี และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีกำลัง การผลิตไฟฟ้าขนาด 300 กิโลวัตต์

กระทรวงพลังงาน, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับประเทศไทย มีการค้นพบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพในรูปของแหล่งนํ้าพุร้อนมากกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ โดยแหล่งนํ้าพุร้อนเหล่านี้มีอุณหภูมิของนํ้าเมื่อขึ้นมาถึงผิวดินประมาณ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นพลังงานที่มีนํ้าเป็นตัวนำพา และสามารถนำมาเปลี่ยนให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้ ทั้งนี้ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแหล่งนํ้าพุร้อนจำนวน 5 แห่ง ที่อำเภอฝาง, ป่าแป๋, สันกำแพง, แม่แจ่ม และแม่จัน ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ อนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน, กรมทรัพยากรนํ้าบาดาล (ทบ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือศึกษาพัฒนาต้นแบบ

การพัฒนาแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพของประเทศ ทั้งนี้ในเบื้องต้น จะทำการศึกษาพื้นที่ในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งมี แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพอยู่แล้ว โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานจะสนับสนุนด้านนโยบาย และมาตรการส่งเสริมต่างๆ จากภาครัฐ และกรมทรัพยากรนํ้าบาดาลให้การสนับสนุนบุคลากรในการ เข้าสำรวจและประเมินศักยภาพนํ้า รวมถึงแหล่งทรัพยากรนํ้าบาดาลภายใต้ การดำเนินโครงการฯ ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้มี หน้าที่ในการจัดหาพลังงานให้ประเทศ ให้การสนับสนุนด้านเงินทุน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีจุดหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดปัญหาภาวะโลกร้อน


Tags(คำค้น):
  • ,



ร่วมแสดงความเห็น: ความร้อนใต้พิภพ

ชื่อ :
email :
ประโยชน์ที่ได้ ขอบคุณสำหรับการโหวต
 
ไก่มีกี่ขา :